เห็นสถานการณ์ที่เกิดในปัจจุบัน แล้วทำให้อดนึกถึงวิชาประวัติศาสตร์ที่ชอบมากๆ สมัยเรียนมหาลัยไม่ได้ 

สมัยอยุธยาชาวสยามมีความเก่งกาจ สามารถเรื่องการค้าขาย ทำมาหากินมาก เรียกได้ว่าเป็นประเทศที่มั่งคั่งที่สุดประเทศนึงในดินแดนสุวรรณภูมิจากการค้าก็ว่าได้ 

แต่สิ่งที่บรรพบุรุษเราเก่งกว่านั้นคือยามสงบมักจะรบกันเอง ทำให้แสงแห่งความอ่อนแอเปล่งประกายจากภายใน ฉายออกไปภายนอกเข้าตาข้าศึกที่คอยจ้องจะย่ำยีบีทาเราอยู่เสมอ ดูได้จากการเสียกรุงฯ(ศรีอยุธยา)ทั้ง 2 ครั้ง

ก่อนการเสียกรุงฯ ทั้ง 2 ครั้ง ผู้มีอำนาจในบ้านในเมือง มักแบ่งกันออกเป็น 2 พวก 2 เหล่า แล้วเข้าห้ำหั่นกันเป็นสงครามกลางเมืองจนย่อยยับทั้ง 2 ฝ่ายก่อนเสมอ ตัดทอนกำลังของตัวเองโดยไม่จำเป็น เพื่อหยิบยื่นชัยชนะให้ข้าศึกเข้ามาเข่นฆ่าล้างผลาญผู้คนได้อย่างง่ายดาย 

โดยเฉพาะการเสียกรุงฯ ครั้งที่ 2 ที่อยุธยาถูกกระทำจากข้าศึกยับเยินหนักจนไม่อาจกู้ให้คืนคงได้ ก่อนรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเอกทัศน์ที่เราต้องเสียกรุงฯ นั้น น้อยคนจะรู้ว่าเคยมีสงครามกลางเมืองเกิดขึ้นชนิดเดินไปที่ไหนก็มีแต่ซากศพ มีแต่คราบเลือด นองพื้น นองแผ่นดิน แต่หาใช่ศพของข้าศึกภายนอกไม่ ศพทุกศพ เลือดทุกหยด เป็นของชาวสยามด้วยกันเอง

เหตุเกิดเพราะ เมื่อครั้งผลัดแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ พระองค์มิได้ทรงมอบพระราชสมบัติให้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พระอนุชา (กรมพระราชวังบวรสถานมงคล หรือ วังหน้าในสมัยนั้น และ พระราชบิดาของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเอกทัศน์) แต่กลับยกให้พระโอรสองค์โต เจ้าฟ้านเรนทร แทน ซึ่งเจ้าฟ้านเรนทร ก็ไม่ต้องการจะขึ้นครองพระราชสมบัติ จึงทรงมอบให้น้องคือ เจ้าฟ้าอภัย ต่อ แล้วพระองค์ก็เสด็จออกผนวช

แต่พระเจ้าอา (สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ) ไม่ทรงเห็นด้วย ต้องการให้เจ้าฟ้านเรนทร ขึ้นครองราชย์มากกว่า (เพราะเป็นหลานที่รักมาก) จึงเริ่มทำสงครามกลางเมืองห้ำหั่นกันกับ เจ้าฟ้าอภัย และเจ้าฟ้าปรเมศร์(น้องชายเจ้าฟ้าอภัย) เป็นการรบราฆ่าฟันภายในที่ยิ่งใหญ่และยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย แทบจะเรียกได้ว่าเป็นสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กันเลยทีเดียวเพราะใช้เวลาฆ่ากันอย่างนั้นอยู่ 1 ปี

แต่ความทารุณโหดร้ายของการฆ่าฟันยังไม่จบเพียงเท่านั้น เมื่อผู้แพ้คือ ฝ่ายเจ้าฟ้าอภัย และเจ้าฟ้าปรเมศร์ และผู้สมคบคิดร่วมการกับเจ้าฟ้าทั้ง 2 ที่ยังมีชีวิตอยู่หรือแม้แต่ตายไปแล้ว(จากการรบกันภายในนี้)จะต้องถูกฆ่าล้างโคตรกัน 7 ชั่วโคตร คนที่ไม่ทราบอาจคิดว่าถูกฆ่ากันแค่ 7 รุ่น เปล่าท่านคิดผิด ที่ว่าถูกฆ่า 7 ชั่วโคตรนั้น คือ ญาติของผู้กระทำผิด(หรือผู้แพ้) ต้องถูกฆ่านับตามลำดับเริ่มจากผู้ผิดขึ้นไป 7 รุ่น และลงมาอีก 7 รุ่น รวมทั้งหมด 15 รุ่น จะไม่มีใครเหลือรอดเลยแม้แต่คนเดียว เป็นการฆ่ากันอย่างอัจฉริยะ ฆ่ากันอย่างชาญฉลาดยิ่ง คือกะจะไม่ให้เหลือรุ่นไหนลุกขึ้นมาเป็นเสี้ยนหนามได้อีกเลย

เป็นสงครามกลางเมืองที่เมื่อฟังครั้งแรกก็ทำให้หดหู่ใจยิ่ง และนึกถึงซ้ำครั้งใดก็ทำให้เศร้าใจหนักทุกที นี่เราบอกว่าเราเมืองพุทธกันใช่ไหม เราบอกว่าถือศีล 5 ไม่ฆ่าสัตว์กันใช่ไหม หรือว่าความรุนแรงเหล่านี้มันถ่ายทอดผ่านมาทาง DNA จึงทำให้เราได้เห็นภาพซ้ำๆ เหตุการณ์เดิมๆ แม้เวลาจะผ่านล่วงเลยมาหลายร้อยปีแล้วก็ตาม เหตุการณ์เหล่านั้นก็ยังตามมาหลอกหลอนเราอยู่เช่นเดิม

ขอคุณพระคุ้มครองทุกคนทั้งประชาชน ตำรวจ ทหาร เจ้าหน้าที่ ไม่สมควรที่จะมีคนไทยคนไหนต้องมานอนตาย หรือหลั่งเลือด ใจกลางมหานครอันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนที่รักของเราเองอีกแม้แต่คนเดียว

ขอประวัติศาสตร์ที่เจ็บปวดที่สุดของเราได้เป็นอุทธาหรณ์สอนใจคนไทยได้บ้างไม่มากก็น้อย ขอทุกคนมีสติในทุกสิ่งที่กระทำ รักบ้าน รักเมือง อย่างมีสติ อย่าให้บ้านเมืองต้องเจ็บช้ำเพราะความรักของเราเองอีกเลย.................