เสรีภาพที่รักโดย Shelley
posted on 01 May 2008 16:10 by gulatida
LIBERTY
I
The fiery mountains answer each other;
Their thunderings are echoed from zone ot zone;
The tempestuous ocean awake one another,
And the ice-rocks are shaken round Winter's throne,
When the clarion of the Typhoon is blown.
เสรีภาพ
๑
ภูพิโรธอุโฆษขานกังวานรับ
กัมปนาทประกาศศัพท์ทั่วแดนหล้า
มหาสมุทรพลิกฟื้นตื่นนิทรา
สาดมหาวายุใหญ่ให้แก่กัน
ไต้ฝุ่นขับคำขานสัญญาณเสียง
ส่งสำเนียงสะท้านสะเทื้อนอยู่เลื่อนลั่น
ผาน้ำแข็งแกร่งสลายกลายกลับพลัน
รอบบัลลังค์เหมันต์ยิ่งสั่นคลอน
II
From a single cloud the lightning flashes,
Whilst a thousand isles are illumined around,
Earthquake is trampling one city to ashes,
And hundred are shuddering and tottering; the sound
Is bellowing underground.
๒
วิชชุโชติโรจน์ระยับวาววับฟ้า
เมฆนภาประกายจรัสประภัสสร
ถ่ายทอดแสงแจรงล้ำทั่วอัมพร
ปุยเมฆว่อนนับพันอันแพรวพราย
แผ่นดินไหวไกรกระหน่ำสำแดงเดช
นคเรศธุลีถล่มล่มสลาย
เมืองนับร้อยพลอยพรั่นหวั่นทำลาย
เสียงแผดร้องก้องกำจายใต้ธรณี
III
But keener thy gaze than the lightening's glare,
And swifter thy step than the earthquake's tramp;
Thou deafenest the rage of the ocean; thy stare
Makes blind the volcanoes; the sun's bright lamp
To thine is a fen-fire damp.
๓
เกินสายฟ้าคาคราประกายเฉิดฉาย
แสงเสรีชัชวาลตระการศรี
แผ่นดินไหวคระไลล่ากว่าเสรี
สมุทรพิโรธอุโฆษทวีถึงเงียบงัน
ภูเขาไฟกลายดับกลับมืดมน
ดวงประทีปสุริยนเคยเฉิดฉัน
เพียงหนองน้อยระยิบวับวามวรรณ
ยามประจัน เสรี ศรีแผ่นดิน
IV
From billow and mountain and exhalation
The sunlight is darted through vapour and blast;
From spirit to spirit, from nation to nation,
From city to hamlet thy dawning is cast,
And tyrants and slaves are like shadows of night.
๔
คลื่นสมุทรภูผาคราขับขาน
แสงรังสีรพีผ่านหมอกควันสิ้น
จากดวงจิตสู่ดวงจิตนิมิตริน
จากเทศถิ่นสู่เทศถิ่นแผ่นดินไกล
จากนครจรสู่หมู่บ้านน้อย
อรุณร้อยรังสิมาอาภาไข
ทรราช - เหล่าทาสเงามืดใน
รัตติกาลเมื่ออุทัยไขขอบฟ้า
ขออธิบายเกี่ยวกับบทกลอนนิดนึงนะคะ
กวีใช้วรรณูปกรณ์ชนิดบุคคลาธิษฐาน (personification)
สื่อให้เห็นว่า เสียงแห่งเสรีภาพนั่นยิ่งใหญ่เสียจนทำให้แรงพิโรธ
แห่งมหาสมุทรนั้นดูเงียบไป เมื่อเสรีภาพจ้องมองมา สายตาที่จ้องนั้น
ก็ทำให้ภูเขาไฟไร้แสง อีกแสงตะเกียงอันสว่างจ้าแห่งดวงตะวันนั้นเล่า
ก็เป็นเพียง a fen-fire damp เมื่อเทียบกับแสงตะเกียงของเสรีภาพ
หนูดีชอบบทกลอนนี้มากๆ เลยค่ะ รู้สึกว่าเสรีภาพเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากๆ
ทั้งผู้เขียน และผู้แปล ใช้ถ้อยคำที่สละสลวย ไพเราะงดงาม ทำให้เห็นภาพ
ในการเปรียบเทียบอย่างชัดเจน
ปล.เห็นเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ในบอร์ดชอบบทกลอนรักเพราะๆ กัน
หนูดีเลยเอากลอนรักอีกแบบ (รักในเสรีภาพ) มานำเสนอ ไม่รู้จะชอบกันหรือป่าว
แต่เห็นว่าภาษาที่ใช้งดงามมากจริงๆ เลยอยากให้ได้อ่านกันค่ะ
ภาษาอังกฤษที่กวีท่านใช้อาจมีคำโบราณบ้างนะจ๊ะ ^.^
เกี่ยวกับผู้เขียน
Shelley เป็นกวีจินตนิยม(กวียุคโรแมนติคของอังกฤษ)เรืองนามผู้หนึ่ง
เขามีชื่อเต็มว่า Percy Bysshe Shelley แต่งงานกับแมรี่ เชลลี (Mary Shelley)
นักเขียนสตรีผู้เขียนเรื่องแฟร็งเค็นสไตน์ (Frankenstein) เชลลี่เรียนที่
มหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ด อันเป็นมหาวิทยาลัยที่มีขนบเก่าแก่ ทว่าเชลลี่เป็นผู้ที่
มีแนวความคิดเป็นของตนเอง และใฝ่หาเสรีภาพอยู่มาก เขาจึงถูกคัดชื่อออกจาก
มหาวิทยาลัย
เกี่ยวกับผู้แปล
ทวีปวร หรือ ท่านทวีป วรดิลก กวีศิลปินแห่งชาติ เป็นลูกแม่โดมที่รักเสรีภาพที่สุด
และเป็นผู้ที่ลิ้มลองรสชาติแห่งการไร้เสรีภาพมาแล้ว บทกวีและบทเพลงของท่าน
เป็นที่ตรึงตาตรึงใจของผู้คนไม่น้อย
นี่คือสภาพการแปลที่น่าตื่นตาตื่นใจ เพราะผู้เขียนและผู้แปลต่างเป็น
อัจฉริยภาพในสาขาเดียวกัน ผลงานแปลจึงออกมาดีนัก
จินตนาการอันบรรเจิดของกวีจึงไม่สิ้นสูญไปในภาคแปล
จาก นิตยสาร e~Lang NO. 10 April 2007 หน้า 17 - 18
คำว่าเสรีภาพเนี่ย ยิ่งใหญ่จังเลยนะคะ
#1 By ★+::+@MilY+::+★ on 2008-05-02 07:03